การแทรกแซงของ BOJ และเงินเยน
ข่าวเศรษฐกิจและวิเคราะห์ทองคำ

การแทรกแซงของ BOJ และเงินเยน

13 พฤศจิกายน 2568
อ่าน 8 นาที
โดย ทีมวิเคราะห์ญี่ปุ่น

การแทรกแซงของ BOJ และเงินเยน

ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ Bank of Japan (BOJ) เป็นสถาบันการเงินที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นและตลาด Forex โดยเฉพาะการแทรกแซงค่าเงินเยน (JPY) ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อคู่เงินหลักอย่าง USD/JPY และ EUR/JPY การทำความเข้าใจกลไกการแทรกแซงของ BOJ จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถคาดการณ์และตัดสินใจเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

BOJ Intervention History

BOJ คืออะไร และทำหน้าที่อย่างไร?

Bank of Japan (BOJ) ก่อตั้งขึ้นในปี 1882 เป็นธนาคารกลางที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงโตเกียว หน้าที่หลักของ BOJ ได้แก่ การกำหนดนโยบายการเงิน การออกธนบัตร การควบคุมระบบการชำระเงิน และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน

ต่างจากธนาคารกลางอื่นๆ ที่มีเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% BOJ เผชิญกับปัญหาเงินฝืดและเงินเฟ้อต่ำมาเป็นเวลานาน ทำให้ BOJ ต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำมากหรือติดลบ

การแทรกแซงค่าเงินคืออะไร?

การแทรกแซงค่าเงิน (Currency Intervention) คือการที่ธนาคารกลางหรือกระทรวงการคลังเข้าซื้อหรือขายสกุลเงินของตนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อควบคุมหรือปรับค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ประเภทของการแทรกแซง

  1. Sterilized Intervention - การแทรกแซงที่ไม่ส่งผลต่อปริมาณเงินในระบบ โดย BOJ จะดูดซับสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นผ่านการขายพันธบัตร
  2. Unsterilized Intervention - การแทรกแซงที่ส่งผลต่อปริมาณเงินในระบบโดยตรง

วิธีการแทรกแซง

  • ซื้อเงินเยน - เมื่อต้องการให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น BOJ จะขายเงินดอลลาร์สำรองและซื้อเงินเยน
  • ขายเงินเยน - เมื่อต้องการให้เงินเยนอ่อนค่าลง BOJ จะขายเงินเยนและซื้อเงินดอลลาร์หรือสกุลเงินอื่น

Japan Yen Currency

เหตุผลที่ BOJ แทรกแซงค่าเงิน

1. ป้องกันเงินเยนแข็งค่าเกินไป

เงินเยนที่แข็งค่าเกินไปส่งผลเสียต่อภาคส่งออกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ เมื่อเงินเยนแข็งค่า สินค้าญี่ปุ่นจะมีราคาแพงขึ้นในตลาดต่างประเทศ ทำให้ขายได้ยากขึ้น

2. ป้องกันเงินเยนอ่อนค่าเกินไป

เงินเยนที่อ่อนค่าเกินไปจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบสูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูง และกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน

3. รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

การเคลื่อนไหวของค่าเงินที่รุนแรงเกินไปอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจ BOJ จึงต้องเข้าแทรกแซงเพื่อลดความผันผวน

ประวัติการแทรกแซงที่สำคัญ

1. ช่วงปี 1998 - BOJ แทรกแซงเพื่อหยุดเงินเยนอ่อนค่าอย่างรวดเร็วหลังวิกฤตการเงินเอเชีย

2. ช่วงปี 2010-2011 - BOJ แทรกแซงหลายครั้งเพื่อต่อสู้กับเงินเยนที่แข็งค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ (ต่ำกว่า 76 เยนต่อดอลลาร์)

3. ช่วงปี 2022 - BOJ แทรกแซงครั้งแรกในรอบ 24 ปี เพื่อหยุดเงินเยนอ่อนค่าที่พุ่งทะลุ 150 เยนต่อดอลลาร์ โดยใช้เงินกว่า 60 พันล้านดอลลาร์

4. ช่วงปี 2024 - BOJ แทรกแซงอีกครั้งเมื่อเงินเยนอ่อนค่าทะลุ 160 เยนต่อดอลลาร์

Yen Exchange Rate

สัญญาณการแทรกแซงของ BOJ

1. คำแถลงจากเจ้าหน้าที่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการ BOJ มักจะออกคำแถลงเตือนเมื่อค่าเงินเคลื่อนไหวผิดปกติ คำสำคัญที่ควรจับตา ได้แก่

  • "Excessive volatility" (ความผันผวนมากเกินไป)
  • "One-sided movements" (การเคลื่อนไหวไปทางเดียว)
  • "Closely watching" (กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด)
  • "Will take appropriate action" (จะดำเนินการที่เหมาะสม)

2. ระดับค่าเงินที่สำคัญ

ในอดีต BOJ มักจะแทรกแซงเมื่อ USD/JPY อยู่ในระดับ:

  • แข็งค่าเกินไป: ต่ำกว่า 80 เยนต่อดอลลาร์
  • อ่อนค่าเกินไป: สูงกว่า 145-150 เยนต่อดอลลาร์

3. ความเร็วของการเคลื่อนไหว

หากค่าเงินเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้น (เช่น เคลื่อนไหว 5-10 เยนภายใน 1-2 สัปดาห์) โอกาสที่ BOJ จะแทรกแซงจะสูงขึ้น

4. การประชุมฉุกเฉิน

หากมีการประชุมฉุกเฉินระหว่างกระทรวงการคลัง BOJ และ Financial Services Agency มักจะเป็นสัญญาณว่าจะมีการแทรกแซง

ผลกระทบของการแทรกแซงต่อตลาด Forex

ผลกระทบระยะสั้น

  • ความผันผวนสูง - ราคาอาจเคลื่อนไหว 200-500 pips ในเวลาไม่กี่นาที
  • Slippage สูง - ราคาที่ได้อาจแตกต่างจากราคาที่ตั้งไว้มาก
  • Spread กว้าง - โบรกเกอร์อาจขยาย Spread เพื่อป้องกันความเสี่ยง

ผลกระทบระยะกลาง-ยาว

  • เปลี่ยนทิศทาง Trend - การแทรกแซงอาจเป็นจุดเปลี่ยน Trend ที่สำคัญ
  • ความเชื่อมั่นของตลาด - หากการแทรกแซงประสบความสำเร็จ อาจสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด
  • การแทรกแซงซ้ำ - BOJ มักจะแทรกแซงหลายครั้งติดต่อกันเพื่อให้มีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์การเทรดรอบการแทรกแซง

1. หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่มีความเสี่ยงสูง

  • ปิดออเดอร์ก่อนการแทรกแซง หากมีสัญญาณชัดเจน
  • ลดขนาดออเดอร์ เมื่อค่าเงินใกล้ระดับที่อาจมีการแทรกแซง
  • ตั้ง Stop Loss ที่กว้าง เพื่อรองรับความผันผวน

2. เทรดตามทิศทางการแทรกแซง

หลังจากการแทรกแซงเกิดขึ้นและตลาดเริ่มสงบ สามารถเทรดตามทิศทางที่ BOJ ต้องการได้ เช่น หาก BOJ ขายเงินเยนเพื่อทำให้อ่อนค่า อาจพิจารณา Long USD/JPY

3. ใช้ Range Trading

หลังการแทรกแซง ค่าเงินมักจะเคลื่อนไหวในกรอบ (Range) เป็นเวลาหนึ่ง สามารถใช้กลยุทธ์ Range Trading โดยซื้อที่แนวรับและขายที่แนวต้าน

4. ติดตาม Follow-up Intervention

BOJ มักจะแทรกแซงหลายครั้งติดต่อกัน หากการแทรกแซงครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ควรเตรียมพร้อมสำหรับการแทรกแซงครั้งถัดไป

ข้อควรระวัง

  1. การแทรกแซงไม่สามารถคาดเดาได้แน่นอน - แม้จะมีสัญญาณ แต่เวลาและขนาดของการแทรกแซงยากที่จะคาดการณ์
  2. ผลกระทบอาจไม่ยั่งยืน - การแทรกแซงอาจได้ผลเพียงชั่วคราว หาก Fundamental ยังไม่เปลี่ยนแปลง
  3. ต้นทุนสูง - การแทรกแซงต้องใช้เงินสำรองจำนวนมาก และอาจไม่คุ้มค่าหากไม่ประสบความสำเร็จ
  4. ความกดดันจากต่างประเทศ - การแทรกแซงอาจถูกมองว่าเป็นการจงใจทำให้สกุลเงินอ่อนค่าเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการส่งออก

สรุป

การแทรกแซงของ BOJ เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมค่าเงินเยนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การทำความเข้าใจเหตุผล สัญญาณ และผลกระทบของการแทรกแซงจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถบริหารความเสี่ยงและใช้ประโยชน์จากโอกาสในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารและคำแถลงจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นอย่างสม่ำเสมอ มีแผนการจัดการความเสี่ยงที่ชัดเจน และไม่ควรเทรดด้วยอารมณ์ การรอคอยโอกาสที่ดีและหลีกเลี่ยงช่วงที่มีความเสี่ยงสูงเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Forex Investment

การซื้อขายสกุลเงินต่างประเทศ (Forex) และตราสารอนุพันธ์ต่าง ๆ มีความเสี่ยงสูง ไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน เนื่องจากอาจทำให้เกิดการขาดทุนที่มากกว่าทุนเริ่มต้นได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า วิธีการทำงานของตลาด ความเสี่ยงในการลงทุน รวมถึงศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

© 2024 Forex Investment. All rights reserved.